ปรึกษากฎหมายฟรี
10 ข้อคิดทางกฎหมายเกี่ยวกับการค้ำประกัน รู้ไว้ไม่ไม่เสียหาย
1. รักใครอย่าเซ็นค้ำไม่ใช่แค่คำขู่ แต่คือหลักความจริง
สัญญาค้ำประกัน คือการเอาอนาคตทางการเงินของเราไปผูกไว้กับความซื่อสัตย์ของคนอื่น ตราบใดที่เขายังจ่ายตรงเราก็ปลอดภัย แต่ถ้าวันใดเขาเบี้ยวหนี้ ขาข้างหนึ่งของเราจะก้าวเข้าไปรับผิดชอบหนี้ก้อนนั้นทันทีโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้
2. กฎหมายใหม่บอกว่า ห้ามมีข้อตกลงลูกหนี้ร่วมอย่างเด็ดขาด
ในอดีตเจ้าหนี้มักมัดมือชกให้ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมแต่กฎหมายปัจจุบัน (ม. 681/1) กำหนดชัดเจนว่าข้อตกลงแบบนี้ตกเป็น โมฆะ เพื่อคืน สิทธิเกี่ยง ให้ผู้ค้ำประกันสามารถร้องขอให้เจ้าหนี้ไปทวงและบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ชั้นต้นก่อนได้
3. หนี้ในอนาคต ควรมี เพดาน เสมอ
หากจำเป็นต้องเซ็นค้ำประกันหนี้ที่ยังไม่เกิดขึ้นแน่นอนในปัจจุบัน (เช่น วงเงินเบิกเกินบัญชี หรือเครดิตการค้าตาม หรือค้ำการจ้างงาน แรงงาน ) ในสัญญาควรระบุ จำนวนเงินสูงสุดที่ค้ำประกันไว้โดยชัดแจ้ง หากสัญญาเขียนคลุมเครือให้รับผิดชอบหนี้ในอนาคตแบบไม่จำกัดจำนวน ได้ การเขียนความรับผิดไว้โดยชัดแจ้ง จะช่วยให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเท่าที่มีไว้ในสัญญา
4. เวลาของเจ้าหนี้ คือ ทางรอดของผู้ค้ำประกัน
เมื่อลูกหนี้เบี้ยวหนี้ เจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องส่งหนังสือบอกกล่าวแจ้งผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน (ตาม ม. 686) หากเจ้าหนี้เฉื่อยชาส่งหนังสือช้ากว่ากำหนด กฎหมายจะลงโทษเจ้าหนี้โดยการให้ผู้ค้ำประกัน หลุดพ้นจากดอกเบี้ยและค่าปรับทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ล่าช้านั้นทันที
5. โทรศัพท์ทวงหนี้... ไม่ใช่หนังสือบอกกล่าวตามกฎหมาย
การที่เจ้าหนี้หรือคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์มาขู่ทวงให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนเพื่อน ไม่ถือเป็นการบอกกล่าวที่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมาตรา 686 บังคับเด็ดขาดว่าต้องทำเป็น หนังสือบอกกล่าวเท่านั้น หากเจ้าหนี้ไม่เคยส่งจดหมายมาเลยแต่อยู่ๆ ยื่นฟ้องศาล ศาลอาจพิพากษายกฟ้องเพราะเจ้าหนี้ไม่มีอำนาจฟ้อง
6. ความตายไม่ช่วยให้หลุดพ้นจากสัญญาค้ำประกัน
หลายคนเข้าใจผิดว่า พอผู้ค้ำประกันเสียชีวิต สัญญาก็ระงับ แต่ในทางกฎหมาย ความรับผิดชอบในการค้ำประกันไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัว จึงตกทอดเป็น กองมรดกไปยังทายาท อย่างไรก็ดี ทายาทจะรับผิดชอบไม่เกินทรัพย์มรดกที่ได้รับตกทอดมาเท่านั้น ไม่ต้องควักเงินส่วนตัวจ่ายเพิ่ม
7. ขอบเขตความรับผิด แผ่ขยายถึงหนี้อุปกรณ์
ตราบใดที่สัญญาค้ำประกันสมบูรณ์และเจ้าหนี้ทำถูกขั้นตอน ความรับผิดชอบของผู้ค้ำประกันจะไม่หยุดอยู่แค่เงินต้น แต่ตามกฎหมาย (ม. 683) มันจะแผ่ขยายครอบคลุมไปถึง ดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และค่าธรรมเนียมศาล ที่เกิดขึ้นจากการที่ลูกหนี้เบี้ยวหนี้ด้วย เว้นแต่เราจะเขียนจำกัดความรับผิดไว้ตั้งแต่แรก
8. ตรวจสอบ สิทธิเกี่ยง ให้ดีก่อนใช้สิทธิ
ผู้ค้ำประกันมีสิทธิเกี่ยงให้เจ้าหนี้ไปบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อนได้เสมอ (ม. 690) แต่ทรัพย์นั้นต้องเป็นของ ลูกหนี้ชั้นต้นเท่านั้น หากหลักประกันชิ้นนั้นเป็นของบุคคลภายนอกคนอื่นที่นำมาช่วยค้ำเสริม เราจะไปใช้สิทธิเกี่ยงบังคับเอาจากทรัพย์ของคนอื่นก่อนไม่ได้
9. หนี้ประธานบกพร่องเรื่องความสามารถ สัญญาค้ำ อาจยังอยู่
หากลูกหนี้ชั้นต้นเป็นผู้หย่อนความสามารถ (เช่น เป็นผู้เยาว์) สัญญาประธานอาจตกเป็นโมฆียะ แต่ถ้าผู้ค้ำประกัน รู้อยู่แล้วในขณะเซ็นสัญญาว่าลูกหนี้เป็นผู้เยาว์ กฎหมาย (ม. 681 วรรคสาม) ถือว่าผู้ค้ำประกันยอมรับความเสี่ยงนั้นเอง สัญญาค้ำประกันจึงยังคงมีผลสมบูรณ์และบังคับใช้ได้
10. ทะเบียนและหลักฐานทางเอกสารคือสิ่งสำคัญที่สุด
ในโลกกฎหมายค้ำประกัน คำพูดด้วยวาจาหรือข้อตกลงปากเปล่าไม่มีน้ำหนักใดๆ การตรวจเช็คข้อความในสัญญาอย่างละเอียด ทุกบรรทัด ทุกเงื่อนไขเวลา รวมถึงการเก็บเอกสารจดหมายทวงหนี้และซองไปรษณีย์ไว้เป็นหลักฐาน คือเกราะกำบังที่ดีที่สุดที่จะช่วยเปลี่ยนสถานะจาก ผู้รับเคราะห์ให้กลายเป็นผู้หลุดพ้นจากหนี้ได้ในชั้นศาลครับ
*** ภาพนี้ถูกสร้างขึ้นมาโดย AI